พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ)

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ)

พระวิหารฮัรมัรดิร ซาฮิบ นั้นเป็นศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของศาสนาซิกข์ พระวิหารแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนามของ พระวิหารดัรบาร ซาฮิบ หรือพระสุวรรณวิหาร พระวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองอัมริตซาร์ ประเทศอินเดีย พระวิหารนี้เป็นสถานที่สำคัญที่ชาวซิกข์ทุกคนปรารถนาที่จะมาเยี่ยมคารวะและได้ลงไปอาบน้ำในสระอันศักดิ์สิทธิ์ ณ พระวิหารแห่งนี้

ประวัติของพระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ แห่งนี้ เริ่มต้นที่ ท่าน คุรุ อมัรดาส ยิ ผู้ซึ่งเป็นผู้ซึ่งริเริ่มให้มีการสร้างศาสนสถานสำหรับชาวซิกข์ทั้งปวง ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญที่เป็นแรงจูงใจให้ท่านพระศาสดาเกิดความคิดในการสร้างศาสนสถานนี้ขึ้นมาก็คือ การสืบทอดวัฒนธรรมของการสร้างศาสนสถานแห่งใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ชาวซิกข์ทั้งหลายได้ใช้เป็นสถานที่ในการร่วมชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ปฏิบัติสืบทอดมาจากพระศาสดาองค์ก่อนหน้าท่านนั่นเอง

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - การก่อสร้าง

ปัจจัยที่สองที่ช่วยทำให้การสร้างพระวิหารนี้สำเร็จ ก็คือ ท่าน คุรุ รามดาส ยิ ผู้ซึ่งรักความสงบสุข โดยท่านได้ปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน คุรุ อมัรดาส ยิ ที่ได้สั่งให้ท่านไปสร้างเมืองใหม่ และได้สั่งให้ไปขุดบ่อน้ำ และก่อสร้างศาสนสถานสำหรับชาวซิกข์ทั้งหลาย นอกจากนี้ ท่าน คุรุ อมัรดาส ยิ ยังได้ช่วยสร้างแผนการขุดบ่อน้ำ ซึ่งต่อมาได้ถูกนำไปปฏิบัติโดย ท่าน คุรุ รามดาส ยิ โดยมีท่าน บาบา บุดดา ยิ เป็นผู้ช่วยคนสำคัญ การก่อสร้างบ่อน้ำ (โซราวอร์) ได้เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1570 โดยได้เริ่มการก่อสร้างเมือง ควบคู่กันไปด้วย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1577 การก่อสร้างบ่อน้ำ 2 บ่อ คือ บ่อน้ำซันโตคซาร์ และบ่อน้ำอัมริตโซราวอร์ (ซึ่งได้ก่อสร้างในบริเวณใกล้เคียงกับบ่อแรก แต่ได้สร้างให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าบ่อแรก) และการก่อสร้างเมืองเพื่ออยู่อาศัยได้แล้วเสร็จ ซึ่งต่อมาเมืองนี้ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองรามดาสปูรในปัจจุบัน

ท่านพระศาสดาและลูกศิษย์ทั้งหลายของท่านต่างก็มีความยินดีปรีดาและร่วมฉลองงานเปิดพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางศาสนาของซิกข์ทั้งปวง นอกจากนี้ ท่าน คุรุ รามดาส ยิ ยังได้แต่งบทเพลงอันไพเราะเพื่อเป็นการสรรเสริญบ่อน้ำโซราวอร์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และได้สั่งให้ลูกศิษย์ทุกคนลงไปอาบน้ำในบ่อน้ำนี้แล้วทำการสวดมนต์ภาวนาและทำสมาธิเพื่อระลึกถึงพระนามของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ ต่อมาไม่นานนัก สถานที่แห่งนี้ก็ได้รับการขนานนามเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของชาวซิกข์ทั่วโลก

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - การลงไปอาบน้ำชำระร่างการในบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์

ในปี ค.ศ. 1581 ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้ทำการปฏิสังขรณ์บ่อน้ำแห่งนี้ โดยได้สั่งให้ก่ออิฐรอบบ่อน้ำขึ้นมาเพื่อให้มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น ชาวซิกข์ต่างก็ร่วมมือกันอย่างขะมักเขม้น ทำให้การปฏิสังขรณ์ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว ต่อมา ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้แต่งบทเพลงอันไพเราะมากมายขึ้นมา เพื่อเป็นการสรรเสริญบ่อน้ำโซราวอร์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และเพื่อเป็นการแสดงถึงประโยชน์และความสำคัญของการได้ลงไปอาบน้ำในบ่อน้ำแห่งนี้

ต่อมาบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ก็ได้รับการขนานนามว่า “อัมริตโซราวอร์” หรือ “อัมริต” ซึ่งมาจากรากฐานศัพท์ของคำว่า “อมฤต” นั่นเอง ชื่อเสียงของบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้โด่งดังไปทั่วราชอาณาจักร ทำให้เมืองนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อเมืองจากเดิมเป็นชื่อ เมืองอัมริตซาร์ ตามชื่อของบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ในเวลาต่อมานั่นเอง

ในระหว่างการก่อสร้างบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์อยู่นั้น ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้เกิดความคิดที่จะสร้างศูนย์กลางศาสนสถานอันสวยงาม สำหรับชาวซิกข์ทั้งหลายไว้ตรงกลางบ่อน้ำแห่งนี้ ท่านจึงได้สั่งให้เริ่มโครงการสร้างพระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ นี้ขึ้น และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของท่านโดยตรง โดยมีท่าน บาบา บุดดา และ หบาย กุรดาส พร้อมกับลูกศิษย์ ที่มีชื่อเสียงทางด้านงานก่อสร้างอีกหลายท่าน เป็นผู้ช่วยคนสำคัญ โดยท่านได้กำหนดให้ลูกศิษย์ที่ท่านไว้เนื้อเชื่อใจ คือ ท่านหบายซาโล ท่านหบายบักตู ท่านหบายแปรา ท่านหบายบาโล และท่านกัลยานา เป็นหัวหน้าดูแลโครงการก่อสร้างและเป็นผู้ดูแลเรื่องการจัดซื้อวัสดุในการก่อสร้างทั้งหมด ส่วนงานก่ออิฐนั้น ท่านได้มอบหมายให้ท่านหบายบาโล ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะการก่ออิฐโดยเฉพาะเป็นผู้รับผิดชอบ

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ)

ในปี ค.ศ. 1588 ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้ขอให้นักบวชชาวมุสลิม ที่มีชื่อว่า ฮัซรัต เมียน มีร ยิ เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ของ พระวิหาร ฮัรมันดิร ซาฮิบ ให้ เหตุการณ์ครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า พระเจ้ามิได้ทรงแบ่งแยกชนชั้นวรรณะ เชื้อชาติ และศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น

การก่อสร้างเพื่อปฏิสังขรณ์พระวิหารเริ่มขึ้นอย่างกระตือรือร้น ชาวซิกข์มากมายอาสามาร่วมช่วยงานกันอย่างเต็มที่ รากฐานของพระวิหารได้ถูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแรงด้วยอิฐและหินปูนอย่างดี พระวิหารตั้งตระหง่านอยู่กลางบ่อน้ำในระดับที่สูงกว่าก้นบ่อขึ้นมา นอกจากนี้ยังได้มีการสร้างสะพานเชื่อมต่อระหว่างพระวิหารกับประตูทางเข้าไปสู่พระวิหาร (ดัรชานิ ดิโอริ) อีกด้วย

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - สะพานเชื่อมระหว่างพระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ กับ ประตูทางเข้าไปสู่พระวิหาร (ดัรชานิ ดิโอริ)

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - ซุ้มประตูทางเข้า

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - ดัรชานิ ดิโอริ

แทนที่จะทำการก่อสร้างพระสุวรรณวิหาร ฮัรมันดิร ซาฮิบ บนรากฐานที่มีระดับสูง ตามลักษณะที่นิยมกันในสถาปัตย์การสร้างวัดของศาสนาฮินดู ท่านพระศาสดาได้สั่งให้สร้างพระวิหารบนรากฐานที่ต่ำกว่าระดับราบของพื้นที่รอบข้าง เพื่อให้ผู้คนที่ต้องการเข้ามาเยี่ยมชมและสักการะพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ต้องเดินลงไปตามทางเดินสู่พระวิหารนั่นเอง

ในขณะเดียวกันท่านพระศาสดาก็ได้ทรงสั่งให้มีการสร้างประตูทางเข้าออกทั้งสี่ทิศรอบพระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบแห่งนี้ ซึ่งผิดกับธรรมเนียมนิยมของศาสนาฮินดูที่มักจะสร้างประตูทางเข้าออกของศาสนสถานเพียงทางเดียวเท่านั้น ที่ท่านได้สั่งให้ทำเช่นนี้ ก็เพื่อวางรากฐานแห่งความเชื่อถือใหม่ให้เกิดขึ้นในหมู่ปวงมนุษย์ทั้งหลาย และเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับทุกคนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา เพศ และชาติตระกูลแต่อย่างใด

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - แผนผังโครงสร้าง

ในที่สุดในปี ค.ศ. 1601 พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ ก็ได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ พระวิหารแห่งนี้ ได้สร้างขึ้นบนพื้นที่ทั้งสิ้น 67 ตารางฟุต ซึ่งตั้งตระหง่าน อยู่กลางบ่อน้ำโซราวอร์ อันศักดิ์สิทธิ์ บ่อน้ำนี้กว้าง 150 เมตร ล้อมรอบ วิหารทั้งสี่ด้าน ส่วนตัวพระวิหารนั้น มีพื้นที่ 40.5 ตารางฟุต พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบนี้จะมี ประตูทางเข้าออก ครบทั้งสี่ทิศ และมีซุ้มประตูทางเข้ารอบนอก (ดัรชานิ ดิโอริ) สร้างอยู่ ริมฝั่งของบ่อน้ำ โดยมีความสูงถึง 10 ฟุต และกว้าง 8 ฟุต 6 นิ้ว ประดับลวดลายด้วย แผ่นทองคำเปลวอย่างสวยงาม ซึ่งจากซุ้มประตูริมฝั่งของบ่อน้ำนี้จะมีสะพานทอดยาวบนบ่อน้ำ ไปจนถึงอาคาร พระวิหาร ฮัรมันดิร ซาฮิบ ซึ่งมีความยาว 202 ฟุต และกว้าง 21 ฟุต

โดยสะพานนี้จะเชื่อมต่อกับทางเดินรอบพระวิหารทั้งสี่ด้าน ที่เรียกว่า “ปัรดัคชะน่า” ซึ่งมีขนาดกว้าง 13 ฟุต ทางเดินนี้เป็นทางที่นำไปสู่ “ฮัร กิ เปารี” ซึ่งแปลว่าขั้นบันไดที่จะนำพาเราทุกคนไปสู่พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง และ ณ บริเวณบันไดขั้นแรกของ ฮัร กิ เปารี นี้ จะมีการอัญเชิญสวดมนต์ภาวนาโดยการอ่านพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาทุกวัน โครงสร้างของตัวอาคารพระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบนี้จะมีลักษณะเป็นอาคารสามชั้น ส่วนทางด้านหน้าที่เป็นทางเข้าสู่อาคารซึ่งเชื่อมต่อกับสะพานข้ามบ่อน้ำนั้น ได้มีการตกแต่งด้วยการวาดภาพลวดลายต่างๆ บนซุ้มทางเข้าอย่างสวยสดงดงาม และบริเวณชั้นหนึ่งภายในพระวิหารนี้จะมีความสูงประมาณ 26 ฟุต 9 นิ้ว

หลังจากที่การก่อสร้างพระวิหารได้เสร็จลุล่วงไปประมาณ 3 ปีแล้ว ท่านพระศาสดา คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้ทรงสั่งให้อัญเชิญ พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ เข้าสู่พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ ในปี ค.ศ. 1604 โดย ท่านได้มอบหมายให้ ท่านบาบา บุดด้า ยิ เป็นพระศาสนาจารย์ ผู้มีหน้าที่สวดมนต์ภาวนา และอ่านพระมหาคัมภีร์ภายในวิหารแห่งนี้เป็นท่านแรก เหตุการณ์นี้ได้สร้างความศรัทธา และทำให้พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางทางศาสนา และถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญ ของศาสนาซิกข์เลยทีเดียว

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - สะวารัน มันดิร

ภาพของพระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบที่ตั้งอยู่ท่ามกลางน้ำที่ล้อมรอบอยู่ทั้งสี่ทิศนั้น เป็นภาพที่แสดงถึงความสง่างามและแลดูเด่นตระหง่านเป็นยิ่งนัก

ไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ตระการตา แต่ “พระวิหารกลางน้ำ” แห่งนี้ยังได้สื่อถึงความหมายที่สำคัญของศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ที่จะช่วยชำระล้างจิตวิญญาณที่ขุ่นมัวของเราทุกคนให้สะอาด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งตามธรรมชาติของ “น้ำ” นั่นเอง

ทั้งนี้เราอาจจะจินตนาการเปรียบเทียบ พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ ได้เสมือนกับ “เรือที่อยู่กลางน้ำ” ที่จะคอยช่วยเหลือและพาพวกเราทุกคนไปยังจุดหมายปลายทางในชีวิต ก็ได้เช่นกัน เพราะพระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ ก็คือศาสนสถานที่จะช่วยนำพาเราทุกคนไปสู่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุดนั่นเอง

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - สถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายใน

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - สถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายใน

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ ได้รับการขนานนามว่า พระสุวรรณวิหาร (สะวารัน มันดิร) หรือ วัดทองคำ นั้นก็เนื่องมาจากที่ส่วนบนของตัวอาคารของพระวิหารจะเคลือบด้วยแผ่นทองคำทั้งหมดนั่นเอง โดยในปี ค.ศ. 1830 ท่านพระมหาราชารันยิต ซิงห์ ได้โปรดให้ดำเนินการก่อสร้างเพิ่มเติมส่วนตัวอาคารของพระวิหาร ด้วยการติดแผ่นทองคำบนโดมและตัวอาคารส่วนบนของพระวิหารทั้งหมด นอกจากนี้ท่านยังได้โปรดให้มีการดำเนินการตกแต่งงานหินอ่อนแกะสลักภายในตัวอาคารของพระวิหารเพิ่มเติมอีกด้วย

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - แผ่นทองคำแกะสลัก   พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - แผ่นทองคำแกะสลัก

 พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - แผ่นทองคำแกะสลัก

พระมหาสุวรรณวิหารแห่งนี้มิเพียงแต่เป็นศาสนสถานเท่านั้น หากแต่ยังเป็นศูนย์รวมในการชุมนุมของชาวซิกข์ทั้งหลายอีกด้วย ศาสนสถานแห่งนี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าและเป็นมรดกของชาวซิกข์ทุกคนที่ได้สืบทอดต่อกันมานานหลายศตวรรษ

พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ (วิหารทองคำ) - หัวใจสำคัญของศาสนาซิกข์

ประวัติศาสตร์และปาฎิหาริย์ของบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งมีทั้งความสูญเสียและชัยชนะจากการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวซิกข์ในอดีต เป็นที่มาของสถานที่สักการบูชาต่างๆ ภายในบริเวณของพระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบแห่งนี้นั่นเอง

ในช่วงปี ค.ศ. 1740 ท่านมาซา รังคาร์ กษัตริย์ผู้ครองเมืองอัมริตซาร์อยู่ในขณะนั้น ได้ลบหลู่ความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถานแห่งนี้ โดยได้อนุญาตให้มีการแสดงฟ้อนรำ ทำเพลงภายในตัวพระวิหาร ซึ่งท่านได้สร้างความโกรธแค้นแก่ชาวซิกข์ศาสนิกชนทั้งหลายเป็นอย่างมาก

ซึ่งต่อมาชาวซิกข์สองคน คือ ท่านหบายมาตาป ซิงห์ และท่านหบาย สุขข้า ซิงห์ จึงได้อาสาไปสำเร็จโทษด้วยการสังหารกษัตริย์พระองค์นี้ และต่อมาในปี ค.ศ. 1761 ท่านอาห์เม็ด ช่า อับดาลี ได้ลอบทำลายพระวิหารด้วยการยิงดินระเบิดเข้ามาในพระวิหาร แล้วเอาดินทรายมากมายมาถมบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ซึ่งทันทีที่ท่านบาบา ดีป ซิงห์ ได้ทราบข่าวว่า ท่าน จาฮัน ข่าน ซึ่งเป็นทหารเอกของกษัตริย์อับดาริ ได้เข้ามาทำลายศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ท่านจึงได้รีบนำทหารเอกคู่ใจชาวซิกข์อีก 8 ท่าน ออกเดินทางไปขัดขวางการกระทำของกษัตริย์อับดาริโดยไม่รอช้า ซึ่งในระหว่างการเดินทางก็ได้มีชาวซิกข์ผู้กล้าหาญอาสาไปช่วยรบเข้าร่วมกลุ่มด้วยอย่างมากมาย

ท่าน บาบา ดีป ซิงห์

วีรชนชาวซิกข์ผู้กล้าหาญทั้งหลายเหล่านี้ นำโดย ท่านบาบา ดีป ซิงห์ ได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จนสิ้นชีพ พระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบนี้ได้รับความเสียหายครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อ เดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1984 เมื่อรัฐบาลอินเดียในขณะนั้นได้ส่งกองทหารเข้ามาทำการกวาดล้างชาวซิกข์หัวรุนแรง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวอาคารพระวิหารหลายแห่ง แต่ต่อมาชาวซิกข์ศาสนิกชนก็ได้ร่วมมือกันซ่อมแซม พระวิหารให้กลับสู่สภาพเดิม ด้วยน้ำพักน้ำแรงของชาวซิกข์ศาสนิกชนทั้งหลาย (ซิกข์ ปันท์) จนแล้วเสร็จ กลับมาเป็นพระวิหารที่สวยสดงดงามและเด่นตระหง่านเช่นเดิม

พระศาสนวิหารแห่งนี้เปรียบเสมือนกับสัญลักษณ์อันสำคัญของการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวซิกข์ตลอดช่วงศตวรรษที่สิบแปด ซึ่งในช่วงศตวรรษที่สิบเก้าและยี่สิบนั้น ชาวซิกข์ทั้งหลายยังได้ใช้ศาสนสถานพระสุวรรณวิหารแห่งนี้เป็นป้อมปราการในการต่อสู้อีกด้วย

พระอนุสรณ์ที่สร้างขึ้นแด่ ท่าน บาบา ดีป ซิงห์ - วีรชนคนสำคัญ

ประวัติของพระสุวรรณวิหาร มีทั้งเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องของความรัก ความสุข และเรื่องโศกเศร้าต่างๆ มากมาย ซึ่งได้กลายมาเป็นนิทานและวรรณคดีพื้นบ้านที่เล่าต่อๆ กันมา จนกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของศาสนาซิกข์และฝังอยู่ในความทรงจำของชาวซิกข์ทั้งหลายตลอดมา

พระวัจนะอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านพระศาสดา คุรุ อัรยัน เดว ยิ ที่ท่านได้เคยกล่าวชมพระวิหารแห่งนี้ไว้มีดังนี้

“ดิทเท ซับ ท้า นาฮิ ตุธ เยฮิอา”
(ข้าได้เห็นสถานที่ทุกแห่งในโลกนี้มาแล้ว แต่ไม่มีที่ใดเลยที่เหมือนกับที่แห่งนี้)

อ้างอิง : http://www.thaisikh.org/sikhism/harmandirsahib_th.php

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s